การตลาดระหว่างประเทศ
Domestic Marketing คือ ระยะที่ธุรกิจดำเนินการทางการตลาดภายในประเทศ
ระยะนี้ ถือเป็นระยะเริ่มแรกในการทำธุรกิจ โดยธุรกิจจะเริ่มจากการทำการตลาดภายในประเทศ โดยจะมีการศึกษาตลาด หาข้อมูลทางการตลาด จากข้อมูลภายในประเทศเพื่อใช้ในการตัดสินใจทางกลยุทธ์ และ การวางแผนในการทำธุรกิจ เช่น
-การหาข้อมูลความต้องการจากลูกค้าภายในประเทศ
-แนวโน้มการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในประเทศ
-แนวโน้มการเจริญเติบโตของอุตสาหกรรมของตลาดในประเทศ
-การพัฒนาเทคโนโลยี และ สภาพแวดล้อมทางการเมืองภายในประเทศ
ทั้งนี้ การศึกษาคู่แข่ง ก็ควรศึกษาคู่แข่งจากภายในประเทศ โดยวิเคราะห์คู่แข่งออกมาด้วย เพื่อจะได้รู้ทิศทางการตั้งรับ หรือ จู่โจมทางการต่อสู้ ซึ่งคู่แข่ง ใน Domestic Marketing นี้ คือคู่แข่งที่ดำเนินธุรกิจอยู่ในท้องถิ่นเดียวกัน ซึ่งอาจมาได้จาก คู่แข่งในประเทศ หรือ คู่แข่งจากตลาดระหว่างประเทศ ที่เข้ามาในท้องถิ่นนั้นๆ
Export Marketing คือ ระยะที่ธุรกิจดำเนินการทางการตลาดโดยการส่งออกไปยังตลาดระหว่างประเทศ ระยะนี้ เป็นระยะที่พัฒนามาจาก Domestic Marketing ซึ่งเมื่อธุรกิจได้มีการดำเนินธุรกิจในตลาดในประเทศไปได้ระยะหนึ่งแล้ว อาจจะพบว่า ตลาดที่ทำอยู่ มีความแคบลง หรือ คู่แข่งมีมาก หรือ พอมองเห็นกำไรจากตลาดอื่นๆ และ อาจจะพบว่าคลังสินค้า มีสินค้าคงเหลืออยู่มากเกินไป เลยต้องหาตลาดใหม่ในการกระจายสินค้าบ้าง
ดังนั้นเลยเป็นที่มาของการส่งออก วิธีนี้ ต้องเน้นไปที่การตอบสนองความพอใจของลูกค้า และ สร้างความพึงพอใจของลูกค้าในตลาดระหว่างประเทศให้ได้ การส่งออกนี้ ถือว่าเป็น ขั้นตอนแรกของการทำธุรกิจระหว่างประเทศ มีความซับซ้อนน้อย และง่ายที่สุดในการเริ่มต้นทำธุรกิจระหว่างประเทศ International Marketing คือ ระยะที่ธุรกิจดำเนินการพัฒนาสู่ตลาดระหว่างประเทศ
ระยะนี้ เป็นการพัฒนามาจาก ระยะ Export Marketing ซึ่งเมื่อทำการส่งออกไปได้ ซักระยะ ธุรกิจอาจจะมีความประสบความสำเร็จ แต่เมื่อไปได้อีกสักพัก ธุรกิจอาจจะค้นพบว่า มีอุปสรรคและ ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้การทำธุรกิจระหว่างประเทศ ต้องสะดุด เช่น
-ความต้องการที่แตกต่างกัน ของลุกค้าในตลาดระหว่างประเทศ แต่ละแห่ง
-ความแตกต่างทางด้านกฏหมาย และ ข้อบังคับในตลาดระหว่างประเทศแต่ละแห่ง
-ความแตกต่างทางด้านอัตราค่าขนส่ง และ อัตราค่าภาษีกรมศุลกากร ของตลาดระหว่างประเทศแต่ละแห่ง -ความแตกต่างทางด้านกายภาค และ สภาพแวดล้อมของตลาดระหว่างประเทศแต่ละแห่ง
-การกีดกันทางการค้า ของตลาดระหว่างประเทศแต่ละแห่งปัญหา และ อุปสรรคที่กล่าวไป เป็นสิ่งทีทำให้เกิดปัญหาในการส่งออกทั้งสิ้น เช่น
-เช่นทำให้ราคาสินค้าแพงขึ้น
-ทำให้การขนส่งสินค้าไปจำหน่ายในตลาดระหว่างประเทศ เป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น
วิธีแก้ปัญหาจากอุปสรรคเหล่านี้ ผู้ประกอบการ หรือ นักการตลาดระหว่างประเทศ ต้อง พยายามปรับกลยุทธ์ ตามตลาดแต่ละประเทศ เพื่อ หลีกเลี่ยงอุปสรรคเหล่านั้น เช่น
-เลือกการจ้างผลิต หรือ ทำการตั้งฐานการผลิต ในตลาดระหว่างประเทศ แทนการส่งออก Multinational Marketing คือ ระยะที่ธุรกิจดำเนินการพัฒนาสู่ตลาดนานาชาติ
ระยะนี้ เป็นระยะที่ พัฒนามาอีกขั้น จาก International Marketing คือเมื่อรับรู้ และ เข้าใจถึงปัญหา อุปสรรค ความคล้ายคลึง หรือ ความแตกต่างของตลาดแต่ละแห่งแล้ว ธุรกิจก็จะสามารถสร้างผลประโยชน์เข้ามาสู่กิจการได้ เช่น
-ทำให้ธุรกิจระหว่างประเทศสามารถสร้างผลประโยชน์จากขนาด Economic of Scale
-ทำให้ธุรกิจระหว่างประเทศสามารถสร้างผลประโยชน์จากการประหยัดทรัพยากรร่วมกัน Economic of scope
Global Marketing คือ ระยะที่ธุรกิจดำเนินการพัฒนาไปสู่จุดที่เรียกว่า ตลาดระดับโลก ระยะนี้ เป็นระยะ ที่มีแนวความคิด ที่ได้เปรียบมาก จากเริ่องของทรัพยากร เช่น ต้นทุน และ มีการบริการการจัดการ แบบรวมอำนาจ คือ มีการตั้งบริษัทแม่ แล้ว มีเครือข่าย สาขา ขยายออกไปทั่วโลก ระยะนี้ จะให้ความสำคัญกับ
-มองตลาดโลก เป็นตลาดแห่งเดียว
-พยายามลดต้นทุนการผลิต ค่าใช้จ่าย การทำงานที่ซ้ำซ้อนลง ของแต่ละสาขาทั่วโลก เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ
-จะมีการเปลี่ยนแนวความคิด และมีการ แลกเปลี่ยน เคลื่อนย้าย ทุน แรงงาน สินค้า เทคโนโลยี ข้ามสาขากันทั่วโลก
-จะมีการพัฒนาโครงสร้างทางการติดต่อสื่อสาร และ เครือข่ายทางการตลาดระหว่างประเทศ เพื่อพัฒนากลยุทธ์ระดับโลก
Gross National Product –GNP- คือ ผลิตภัณฑ์ประชาชาติ คือ มูลค่าของสินค้า และ บริการ ขั้นสุดท้ายอันเกิดจาก การดำเนินการสร้างมูลค่าของประชาชน หรือ ธุรกิจ ประเทศนั้นๆ ในช่วงระยะเวลาหนึ่ง หรือ มูลค่า จากทรัพยากรที่ประชาชนประเทศนั้นเป็นเจ้าของ
GNP สามารถคิดได้อีกแบบ หนึ่ง คือ นำผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศบวกกับมูลค่าที่ประชาน หรือ ธุรกิจของประเทศนั้นๆ สามารถสร้างในต่างประเทศแล้วหักออกด้วยรายได้ ของชาวต่างชาติ Non-Tariff Barriers คือ การกีดกันแบบอื่นๆ คือ การตั้งข้อบังคับอื่นๆ เพื่อกีดกันการนำเข้าสินค้า และ บริการ หรือ ทำให้การนำเข้าเป็นไปอย่างยากลำบากมากขึ้น เช่น ตั้งมาตรฐานสินค้าและบริการให้สูงมากๆ
ค้นจาก http://blog.spu.ac.th/print.php?id=3380
วันอาทิตย์ที่ 7 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2553
ข่าวการตลาดระหว่างประเทศ ประชาสัมพันธ์โดยนายทศพล คำวังแคน
ตลาดระหว่างประเทศ ข่าวประชาสัมพันธ์ตลาดระหว่างประเทศ ข่าวประชาสัมพันธ์ www.newswit.com
"ค้าปลีก ทีวี ไดเร็ค สวนกระแส รุกตลาดเปิดสาขาทั่วประเทศ เสริมทัพเคมเปญใหญ่คืนกำไรลูกค้า ตั้งเป้าปีหนูโต 15 เปอร์เซ็นต์"
Wednesday, 20 February 2008 04:15 -- ธุรกิจ/สินค้า
ไดเร็คทูยู ร้านค้าปลีกในเครือ ทีวี ไดเร็ค โตสวนกระแสเศรษฐกิจปี 50 จัดเคมเปญคืนกำไรลูกค้าดันยอดปลายปี 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมรุกคืบขยายสาขาทั่วประเทศควบคู่แคมเปญความงามเอาใจลูกค้า ตั้งเป้าปีหนูยอดโตต่อเนื่อง 15 เปอร์เซ็นต์
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
นางสาวนิตยา พิศลยบุตร ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มงานขายปลีก-ส่งและตลาดระหว่างประเทศ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจในปี 50 ที่ผ่านมาจะทำให้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอยู่ในภาวะซบเซา แต่ในส่วนของร้านไดเร็คทูยู แหล่งรวมสรรพสินค้าและนวัตกรรมบนทีวี ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกในเครือ ทีวี ไดเร็ค ยังสามารถประคองตัวอยู่ได้และยังเติบโตขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์
“ ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้เปิดเทอมประชาชนส่วนใหญ่ระมัดระวังการใช้จ่ายเงินบวกภาวะเศรษฐกิจซบเซาลงส่งผลให้ยอดขายตกไป 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ในไตรมาสที่ 3 เราสามารถเรียกยอดคืนได้ด้วยการเสนอช่องทางผ่อนชำระสินค้าและจัดเวิร์กชอป พร้อมกับเสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม Lucky2U ให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้ากับร้านไดเร็คทูยู ได้มีโอกาสลุ้นรับของรางวัลมากมายมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าผู้มีอุปการคุณ พร้อมกันนี้ยังได้รุกตลาดขยายสาขาบนพื้นที่ของรถไฟฟ้าบีทีเอสอีก 3 สาขา ได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ ชิดลม และสนามกีฬา ทดลองเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายขึ้นมาอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ยอดขายทั้งปีปิดบวกอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์”
นอกจากนี้ นางสาวนิตยา ยังได้เปิดเผยกลยุทธ์การตลาดของร้านไดเร็คทูยู ช่วงครึ่งปีแรก ในปี 2551 นี้ ว่า ได้ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ 10 - 15 เปอร์เซ็นต์ โดยได้เตรียมขยายสาขาเพิ่มในช่วงกลางปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
“ปีนี้เราเตรียมกิจกรรมทางการตลาดไว้หลายอย่าง ที่สำคัญ คือ การขยายสาขาเพิ่มในอีก 4 จังหวัดคือ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี หลังจากที่ได้ส่งกองคาราวานสินค้าสำรวจความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสนับสนุนฐานข้อมูลกว่า 50,000 รายชื่อ ที่ซื้อสินค้าจากเรา นอกจากนี้ เรายังได้แคมเปญใหญ่เกี่ยวกับความงาม เพื่อต่อยอดกระแสความพึงพอใจจากการจัดกิจกรรม และคืนกำไรให้กับผู้มีอุปการคุณกับไดเร็คทูยูตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์จะเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วในหนึ่งสาขาจะมีฐานข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 ราย โดยเราจะใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้สำหรับโทรออกเพื่อบริการหลังการขายและนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าของเรา ดังจะเห็นได้จากกิจกรรม Lucky2U ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 50 ที่มีลูกค้าส่งคูปองร่วมลุ้นรางวัลมากถึง 16,800 ใบ เพียงแค่ระยะเวลา 2 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นรายชื่อที่มีการซื้อสินค้าซ้ำหมายถึงการตอบรับที่ดีในด้านความพึงพอใจทั้งสินค้าและบริการ นอกจากนี้เรายังให้สาขาต่างๆจัดสาธิตสินค้าตลอดทั้งปี เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสสัมผัสสินค้าอย่างใกล้ชิดและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น”
นางสาวนิตยา ยังได้กล่าวถึง เทรนด์สินค้าของร้านไดเร็คทูยูว่า ปัจจุบันสินค้าภายในร้านมีอยู่ประมาณ 120 รายการ โดยเทรนด์ในปีนี้ยังคงเน้นสินค้าที่เกี่ยวกับสรีระรูปร่างและความสวยความ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
“สินค้ากว่าร้อยรายการของเราแบ่งเป็นสินค้าโฆษณาทางทีวี 60 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้านวัตกรรมและสินค้าโอทอป เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุ 27 ปีขึ้นไป ที่มีกำลังซื้อและใส่ใจต่อการดูแลความสวยความงาม ดังนั้นเราจึงพยายามคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ให้มากที่สุด เช่น สินค้าใหม่อย่างชุดชั้นในที่เน้นสรีระให้ดูอวบอิ่มและเน้นฟังก์ชั่นการดีไซน์ที่สวยงามอีกด้วย อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ทิ้งสินค้านวัตกรรมเชิงสุขภาพ อาทิ เก้าอี้นวดผ่อนคลาย Welness รุ่นล่าสุดที่นอกจากจะยังคงฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของร่างกายแล้วก็ยังเสริมเทคโนโลยีการฟังเพลงที่ทันสมัย และมั่นใจว่าจะต้องถูกใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแน่นอน”
รายละเอียดเพิ่มเติม บ.ทีวี ไดเร็ค จำกัด รติกร อิศรกุล โทร 08 -1303-5374
ขวัญเรือน เอมโอษฐ โทร. 08 -1827-8189
Back to February 20, 2008 Headlines
"ค้าปลีก ทีวี ไดเร็ค สวนกระแส รุกตลาดเปิดสาขาทั่วประเทศ เสริมทัพเคมเปญใหญ่คืนกำไรลูกค้า ตั้งเป้าปีหนูโต 15 เปอร์เซ็นต์"
Wednesday, 20 February 2008 04:15 -- ธุรกิจ/สินค้า
ไดเร็คทูยู ร้านค้าปลีกในเครือ ทีวี ไดเร็ค โตสวนกระแสเศรษฐกิจปี 50 จัดเคมเปญคืนกำไรลูกค้าดันยอดปลายปี 5 เปอร์เซ็นต์ พร้อมรุกคืบขยายสาขาทั่วประเทศควบคู่แคมเปญความงามเอาใจลูกค้า ตั้งเป้าปีหนูยอดโตต่อเนื่อง 15 เปอร์เซ็นต์
google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
นางสาวนิตยา พิศลยบุตร ผู้จัดการทั่วไปกลุ่มงานขายปลีก-ส่งและตลาดระหว่างประเทศ บริษัท ทีวี ไดเร็ค จำกัด เปิดเผยว่า แม้เศรษฐกิจในปี 50 ที่ผ่านมาจะทำให้สภาวะเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศอยู่ในภาวะซบเซา แต่ในส่วนของร้านไดเร็คทูยู แหล่งรวมสรรพสินค้าและนวัตกรรมบนทีวี ซึ่งเป็นร้านค้าปลีกในเครือ ทีวี ไดเร็ค ยังสามารถประคองตัวอยู่ได้และยังเติบโตขึ้นอีก 5 เปอร์เซ็นต์
“ ในช่วงไตรมาสที่ 1 และ 2 ซึ่งเป็นช่วงที่โรงเรียนใกล้เปิดเทอมประชาชนส่วนใหญ่ระมัดระวังการใช้จ่ายเงินบวกภาวะเศรษฐกิจซบเซาลงส่งผลให้ยอดขายตกไป 5 เปอร์เซ็นต์ แต่ในไตรมาสที่ 3 เราสามารถเรียกยอดคืนได้ด้วยการเสนอช่องทางผ่อนชำระสินค้าและจัดเวิร์กชอป พร้อมกับเสริมทัพด้วยการจัดกิจกรรม Lucky2U ให้ลูกค้าที่ซื้อสินค้ากับร้านไดเร็คทูยู ได้มีโอกาสลุ้นรับของรางวัลมากมายมูลค่ากว่า 1 ล้านบาท เพื่อคืนกำไรให้กับลูกค้าผู้มีอุปการคุณ พร้อมกันนี้ยังได้รุกตลาดขยายสาขาบนพื้นที่ของรถไฟฟ้าบีทีเอสอีก 3 สาขา ได้แก่ สถานีพร้อมพงษ์ ชิดลม และสนามกีฬา ทดลองเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าในชั่วโมงเร่งด่วน ซึ่งกลยุทธ์ทั้งหมดนี้ช่วยกระตุ้นยอดขายขึ้นมาอีก 10 เปอร์เซ็นต์ ส่งผลให้ยอดขายทั้งปีปิดบวกอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์”
นอกจากนี้ นางสาวนิตยา ยังได้เปิดเผยกลยุทธ์การตลาดของร้านไดเร็คทูยู ช่วงครึ่งปีแรก ในปี 2551 นี้ ว่า ได้ตั้งเป้าการเติบโตทางเศรษฐกิจ 10 - 15 เปอร์เซ็นต์ โดยได้เตรียมขยายสาขาเพิ่มในช่วงกลางปี เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าทั่วประเทศ พร้อมจัดกิจกรรมทางการตลาดอย่างต่อเนื่อง
“ปีนี้เราเตรียมกิจกรรมทางการตลาดไว้หลายอย่าง ที่สำคัญ คือ การขยายสาขาเพิ่มในอีก 4 จังหวัดคือ สุรินทร์ อุบลราชธานี นครราชสีมา และสุราษฎร์ธานี หลังจากที่ได้ส่งกองคาราวานสินค้าสำรวจความต้องการของลูกค้าในพื้นที่ดังกล่าวเพื่อสนับสนุนฐานข้อมูลกว่า 50,000 รายชื่อ ที่ซื้อสินค้าจากเรา นอกจากนี้ เรายังได้แคมเปญใหญ่เกี่ยวกับความงาม เพื่อต่อยอดกระแสความพึงพอใจจากการจัดกิจกรรม และคืนกำไรให้กับผู้มีอุปการคุณกับไดเร็คทูยูตลอด 9 ปีที่ผ่านมา ซึ่ง 70 เปอร์เซ็นต์จะเป็นลูกค้าที่ซื้อสินค้าอย่างต่อเนื่อง เฉลี่ยแล้วในหนึ่งสาขาจะมีฐานข้อมูลอยู่ที่ประมาณ 1,000 ถึง 2,000 ราย โดยเราจะใช้ฐานข้อมูลเหล่านี้สำหรับโทรออกเพื่อบริการหลังการขายและนำเสนอสินค้าใหม่ๆ ซึ่งเป็นการสานความสัมพันธ์ที่ดีต่อลูกค้าของเรา ดังจะเห็นได้จากกิจกรรม Lucky2U ที่จัดขึ้นในช่วงปลายปี 50 ที่มีลูกค้าส่งคูปองร่วมลุ้นรางวัลมากถึง 16,800 ใบ เพียงแค่ระยะเวลา 2 เดือน ส่วนใหญ่จะเป็นรายชื่อที่มีการซื้อสินค้าซ้ำหมายถึงการตอบรับที่ดีในด้านความพึงพอใจทั้งสินค้าและบริการ นอกจากนี้เรายังให้สาขาต่างๆจัดสาธิตสินค้าตลอดทั้งปี เพื่อให้ลูกค้าได้มีโอกาสสัมผัสสินค้าอย่างใกล้ชิดและตัดสินใจซื้อได้ง่ายขึ้น”
นางสาวนิตยา ยังได้กล่าวถึง เทรนด์สินค้าของร้านไดเร็คทูยูว่า ปัจจุบันสินค้าภายในร้านมีอยู่ประมาณ 120 รายการ โดยเทรนด์ในปีนี้ยังคงเน้นสินค้าที่เกี่ยวกับสรีระรูปร่างและความสวยความ เพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย
“สินค้ากว่าร้อยรายการของเราแบ่งเป็นสินค้าโฆษณาทางทีวี 60 เปอร์เซ็นต์ อีก 40 เปอร์เซ็นต์ เป็นสินค้านวัตกรรมและสินค้าโอทอป เนื่องจากกลุ่มลูกค้าของเราส่วนใหญ่เป็นกลุ่มที่มีอายุ 27 ปีขึ้นไป ที่มีกำลังซื้อและใส่ใจต่อการดูแลความสวยความงาม ดังนั้นเราจึงพยายามคัดสรรสินค้าที่มีคุณภาพเพื่อตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้ากลุ่มนี้ให้มากที่สุด เช่น สินค้าใหม่อย่างชุดชั้นในที่เน้นสรีระให้ดูอวบอิ่มและเน้นฟังก์ชั่นการดีไซน์ที่สวยงามอีกด้วย อย่างไรก็ตามเราก็ไม่ทิ้งสินค้านวัตกรรมเชิงสุขภาพ อาทิ เก้าอี้นวดผ่อนคลาย Welness รุ่นล่าสุดที่นอกจากจะยังคงฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่อการผ่อนคลายความเหนื่อยล้าของร่างกายแล้วก็ยังเสริมเทคโนโลยีการฟังเพลงที่ทันสมัย และมั่นใจว่าจะต้องถูกใจกลุ่มลูกค้าเป้าหมายอย่างแน่นอน”
รายละเอียดเพิ่มเติม บ.ทีวี ไดเร็ค จำกัด รติกร อิศรกุล โทร 08 -1303-5374
ขวัญเรือน เอมโอษฐ โทร. 08 -1827-8189
Back to February 20, 2008 Headlines
ป้ายกำกับ:
โดยนาย ทศพล คำวังแคน 50132793003 A1
ข่าวที่เกี่ยวกับข้อมูลการตลาดระหว่างประเทศ1
เรื่องระบบ อีพีซี (EPC) รุ่นที่ 2 ของคุณเข้าสูมาตรฐานหรือไม่
โดย นาย Stuart Scott, ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการตลาดระหว่างประเทศ บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์
google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
คำมั่นสัญญาในการเพิ่มฟังก์ชั่นระบบ อาร์เอฟไอดี (RFID)ที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานใหม่ อีพีซี รุ่นที่ 2 ( EPC global Generation 2 (Gen 2)) ได้สร้างรากฐานให้กับยุคใหม่ของการใช้ อาร์เอฟไอดีในระบบซัพพลายเชน เจน 2 ได้ก่อตั้งอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นทางเลือกของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีให้กับองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก รวมถึงพันธมิตรด้านการค้าของเขาด้วย และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่า เจน 2 เป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดจบของนวัตกรรมด้านซัพพลายเชนที่เป็นอาร์เอฟไอดี มันอาจเป็นเรื่องที่ประหลาดใจที่ว่า มีความแตกต่างที่สำคัญด้านประสิทธิภาพและความสามารถของผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับเจน 2
เจน 2 สร้างแพลทฟอร์มเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และระบบในอาร์เอฟไอดีที่จะปรับปรุงการจัดการด้านการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ (Inventory),ระบบลอจิสติกส์ รวมถึงการดำเนินงานด้านค้าปลีกทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานไม่ได้มีประสิทธิภาพที่เป็นมาตรฐาน บริษัทต่างๆจะต้องการข้อมูลที่คล้ายคลึงกันเหมือนกับคู่แข่งของเขา รวมถึงการเปรียบเทียบในเรื่องของการดำเนินธุรกิจ แต่สภาพแวดล้อมด้านการใช้งานจะเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นมาตรฐานหรือเหมือนกัน เจน 2 หรือเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแบบใดก็ตาม จะไม่ให้ประสิทธิภาพเหมือนกันเสียทีเดียวกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวก 2 แบบ และนี่เองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เจน 2 ระบุรายละเอียด และลำดับของประสิทธิภาพ ที่เข้ากับผลิตภัณฑ์ เจน 2 ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยความเข้าใจ ในรายละเอียดเรื่องประสิทธิภาพของเจน 2 และคุณสมบัติที่แตกต่าง จะส่งผลต่อประสิทธิภาพแท้จริง ผู้ใช้สามารถระบุระบบ เจน 2 ที่ให้ฟังก์ชั่นและประโยชน์ตามที่ต้องการ
ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาในการนำ เทคโนโลยี เจน 2 อาร์เอฟไอดีมาใช้ ประกอบด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพ, ความน่าเชื่อถือ, ลำดับ, ความปลอดภัย และราคา
ความเร็ว
พื้นฐานของผู้ใช้งานด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก คือ ความสามารถในการอ่านแถบป้าย (tags) อาร์เอฟไอดีอย่างรวดเร็วและทันทีทันใด ความต้องการในเรื่องความเร็วของเจน 2 ถูกพัฒนาและแก้ไขให้ดีขึ้นบนพื้นฐานของความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้เทคโนโลยี รุ่นที่ 1 หรือ เจน 1 ความสามารถในการระบุและจำแนกสิ่งต่างๆ ด้วยความเร็วของระบบเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจัดลำดับข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ, การจัดจำหน่าย และการบริหารการจัดเก็บสินค้า
ทั้งนี้ ไม่มีระบุความเร็วที่ตายตัวหรือจำกัดในมาตรฐานเจน 2 เพราะว่าการอ่านความเร็วขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ได้แก่ กำลังของไฟฟ้า, ความจุของแถบป้าย และสภาพแวดล้อมของอาร์เอฟ คุณสมบัติเฉพาะด้านเทคนิคของเจน 2 ควรให้เครื่องอ่านสามารถอ่านแถบป้ายกว่า 1,500 แถบป้าย ต่อวินาทีในตลาดอเมริกาเหนือ และ อ่าน 600 ครั้งต่อวินาทีในยุโรป ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความถี่และไฟฟ้ามากกว่า
คุณสมบัติเฉพาะของเจน 2 สนับสนุน “การเลือกแบบกลุ่ม” ที่ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการอ่านและจัดลำดับข้อมูลความเร็วสูง ช่วยให้ RFID interrogators หรือเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี ค้นหาและอ่านกลุ่มแถบป้ายที่เลือก (ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อมูล) และไม่สนใจกับส่วนอื่น และยังช่วยลดจำนวนข้อมูลที่ระบบต้องประมวลผลเพื่อการอ่านเร็วขึ้น นอกจากนั้น เทคโนโลยีใหม่ของคุณสมบัติเจน 2 ที่เรียกว่า “ persistence” ทำให้แถบป้ายมีความสามารถในการจำสถานะ หากเข้าถึงข้อมูลผิดพลาดจากเครื่องอ่าน และมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการอ่านครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นแถบป้ายจำนวนมาก
ประสิทธิภาพช่วงความถี่ (Bandwidth)
ช่วงความถี่ของการสื่อสารไร้สาย มีข้อจำกัด มีการกำกับขั้นสูง และต้องมีการจัดการอย่างระมัดระวัง ผลิตภัณฑ์ เจน2 สามารถใช้งานได้ทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต และให้ลำดับ, ความเร็ว และประสิทธิภาพอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับความต้องการของแอพพลิเคชั่นด้านซัพพลายเชนที่กำหนดโดยผู้ใช้ ซึ่งทำให้ชนะอุปสรรคในเรื่องของการติดตั้งระบบเจนเนอเรชั่นที่ 1 ที่พัฒนาภายใต้หน่วยงานด้านการกำกับดูแลคลื่นวิทยุของสหรัฐ (U.S Federal Communication Commission: FCC) โดยข้อกำหนดนี้ ไม่ได้สอดคล้องกับข้อกำหนดของรัฐบาลทั่วโลก และต้องการใบอนุญาตสำหรับผู้ใช้งานในโลก
มาตรฐาน เจน 2 นี้ ช่วยผู้ใช้ได้รับความยืดหยุ่นในเรื่องการใช้ประโยชน์ช่วงความถี่ ประสิทธิภาพของระบบ สามารถใช้งานอยู่บนจำนวนของอุปกรณ์อาร์เอฟที่ทำงาน มาตรฐานนี้ได้แบ่งการทำงานของผลิตภัณฑ์ เจน 2 เป็น 3 โหมด คือ เครื่องอ่านเดี่ยว(single reader) และเครื่องอ่านหลายระบบ (multi-reader) และเครื่องอ่านแบบหนาแน่น (dense reader) คุณสมบัติในแต่ละโหมด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานปกติ
คุณสมบัติของโหมดเครื่องอ่านเดี่ยว เพื่อการติดตั้งระบบที่มีหนึ่งผู้ดูแลระบบต่อหนึ่งเครื่องอ่าน (interrogators) อาร์เอฟไอดี ต่อเครื่อง โดยระบบนี้ จะมีประสิทธิภาพในระดับน่าพอใจ แต่หากมีระบบที่มีการใช้งาน อาร์เอฟอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการรบกวน
ผลิตภัณฑ์แบบการอ่านแบบกลุ่ม ใช้งานในระบบอาร์เอฟได้ดีกว่า รวมถึงมีการใช้งานย่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า รวมถึงมีการจัดการเรื่องของการส่งผ่านสัญญานได้ดีกว่า โดยจะสามารถดำเนินการในสภาวะการอ่านผลิตภัณฑ์ต่อครั้ง โดยไม่แสดงปัญหาให้เห็น
ส่วนการอ่านแบบหนาแน่น จะใช้งานในสภาวะการใช้งานในการอ่านผลิตภัณฑ์มากกว่า 10 ชิ้น อย่างศูนย์การกระจายผลิตภัณฑ์และโรงงานที่มีการใช้งานระบบอาร์เอฟไอดี ถือเป็นทางเลือกที่รวดเร็วที่สุดในการติดตั้งอุปกรณ์ อีพีซี และมีการใช้งานย่านความถี่แบบมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งช่วยให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และป้องกันสิ่งรบกวนต่างๆ
ความน่าเชื่อถือ
มาตรฐาน เจน 2 ยังรวมถึงข้อกำหนดที่มีการปรับปรุงจากยุคที่ 1 ทำให้การแสดงผลด้านการอ่านมีความน่าชื่อถือมากขึ้น และยังมีทางในการติดตั้งมาตรฐานและอุปกรณ์สำหรับการปรับปรุงการเชื่อมโยงข้อมูลและความน่าเชื่อถือของเครือข่าย
ตัวเลข อีพีซี รูปแบบข้อมูล ซึ่งทำให้เป็นไปได้ในการจำแนกการอ่านข้อมูลและการเขียนบนแถบป้าย มาตรฐานการอ่านเจน 2 จะเปลี่ยนการอ่านข้อมูลจากผู้อ่าน (เหมือนในเจน 1) สู่การต่อเชื่อมที่จะทำให้ปฏิบัติการได้เร็วขึ้น
เจน 2 ยังเพิ่มในส่วนของการป้องกันของการอ่านผิด หรือที่เรียกว่า แถบป้ายผี ที่จะมีการบันทึกเมื่อมีการข้อมูลจากแถบป้ายที่แตกต่าง รวมถึงแปลงเป็นเป็นการจำแนกแบบกรอ่านเดี่ยว.
นอกจากนั้นแล้ว แถบป้ายของ เจน 2 ยังคงแสดงข้อมูลที่เขียนในแถบป้าย ผู้ใช้ในเทคโนโลยีในยุคที่ 1 จะเคยพบข้อมูลที่ผิดพลาด และทำให้การพิสูจน์ ความต้องการ ที่ทำให้มีความน่าเชื่อถือของมาตรฐาน เจน 2
ย่าน ความถี่
ความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ใช่ข้อระบุของมาตรฐาน จะเป็นตัวชี้นำย่านที่ต้องการใช้สำหรับระบบอีพีซีของเจน 2 เจน 2 ช่วยให้การส่งผ่านย่านความถี่สเปคตรัมแต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ซึ่งจะมีการนำเสนอผ่านสื่อหลากรูปแบบ ที่จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้ยานความถี่ และช่วยให้มีการปรับปรุงย่านสำหรับเทคนิคการส่งสัญญาน
ระบบรักษาความปลอดภัย
แถบป้าย มาตรฐานอีพีซี ได้รับการป้องกันในเรื่องของรบกวน โปรโตคอลของมาตรฐานรวมถึงการเข้ารหัส และการใช้งานแถบป้าย และผู้อ่านในการสร้างระบบความปลอดภัยก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่ง ซึ่งทำให้ยากในการปรับเปลี่ยนเลขหมายอีพีซี
ในบางอุตสากรรมที่รวมถึง ค้าปลีกและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ทำให้แถบป้ายใช้งานไม่ได้ เพื่อข้อมูลจะไม่สามารถต่อเชื่อมได้ และข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าก็จะไม่ตั้งเป้าและยังมีการรองรับมาตรฐานในความต้องการของลูกค้า เพื่อป้องกันป้านที่ไม่ได้รับการรองรับหรือ ใช้งานไม่ได้
เจน 2 ยังสนับสนุน “cloaking” ที่ช่วยให้แถบป้ายที่ตั้งให้สามารถสื่อสารกับผู้อ่านที่ได้รับอนุญาติโดยผู้อ่านจะต้องกรอกรหัสผ่านก่อนที่แถบป้ายจะมีการสื่อสารต่างๆ และรหัสผ่านยังเป็นที่ต้องการสำหรับการเขียนแถบป้าย หรือทำให้ชำรุดเพื่อเพิ่มระบบความปลอดภัยมากขึ้น
ต้นทุน
หนึ่งในแรงบันดาลใจในการพัฒนาระบบอีพีซี คือ การสร้างเทคโนโลยี อาร์เอฟไอดี ที่มีประสิทธิภาพในเรื่องต้นทุนสำหรับการดำเนินงานในเรื่องซัพพลายเชน เป้าหมายในเรื่องนี้ได้มุ่งไปที่เรื่องของการทำข้อกำหนด ที่ช่วยต้นทุนในการผลิตชิพและอุปกรณ์ถูกลงผู้ใช้กลุ่มแรกที่มีการใช้งานกับ อีพีซีในยุคที่ 1 ได้เปิดเผยว่า การออกแบบแบบต้นทุนต่ำนั้น มีข้อจำกัดในการใช้งานจริง รวมถึงในเรื่องของความน่าเชื่อถือ, ความปลอดภัยของข้อมูล, รวมถึงน่านความถี่ มาตรฐานยุคที 2 ที่มีการออกแบบเป็นพิเศษในการสร้างความพอใจและความกังวลของลูกค้า
มูลค่า ได้รับการพิจารณาว่ามีความสำคัญมากกว่าต้นทุน แต่ใช่เรื่อง่ายในการเปรียบเทียบในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง โดยไม่มีความเข้าใจที่ดีในเรื่องฟังก์ชั่นที่ต้องการของระบบ
มาตรฐาน อีพีซี เจน 2 ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเรื่องต้นทุนและฟังก์ชั่นที่จะนำไปสู่เรื่องของการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าในเรื่องต้นทุน ซึ่งเป้ฯสิ่งที่ต้องการสำหรับการใช้งานจริง
Intermec Intellitag Gen 2 RFID systems.
จากประวัติการมุ่งเน้นการพัฒนาเรื่อง RFID รวมถึงติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องการพัฒนามาตรฐานระดับโลก อีพีซี ซึ่งอินเตอร์เม็คมีลักษณะที่คล้ายกับมาตรฐานเจน 2 ความแตกต่างว่าจะติดตั้งอย่างไร และเรื่องการแสดงผลเมื่อมีการใช้งานจริง
ระบบ Intellitag เจน 2 ได้รับการออกแบบให้เหนือข้อจำกัด ในพื้นฐานของมาตรฐานเจน 2 เพื่อช่วยให้เกิด การแสดงผลขั้นสูง ฟีเจอร์การทำงานหลายแบบที่รองรับมาตรฐาน เจน 2 เป็นมาตรฐานที่มีผลิตภัณฑ์ Intellitag. ระบบอาร์เอฟไอดี Intellitag ของ อินเตอร์เม็ค นำเสนอฟังก์ชั่นการทำงานที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ในมาตรฐานเจน 2 การทำงานของผู้อ่านแบบหนาแน่น ,การจำแนกการเขียน,ความทนทาน, ย่านความถี่, การป้องกันการเขียน รวมถึงฟังก์ชั่นการทำลายแถบป้าย
อินเตอรเม็คยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องฟีเจอร์ที่ไม่จับคู่กัน ในผลิตภัณฑ์ เจน 2 โดยได้มีสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำในทุกเซกเมนต์ สำหรับอุตสาหกรรม อาร์เอฟไอดี จากผู้ผลิตชิพถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการผสาน ความสัมพันธ์นี้ รวมถึงข้อตกลงเรื่องการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ช่วยให้อินเตอร์เม็ค และพันธมิตร นำเสนอระบบที่มีจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Intellitag.
โดยความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างในการแสดงผล, ความน่าเชื่อถือ และลดการใช้ในมาตรฐานที่แตกต่าง การร้องเรียนในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิต ผู้ใช้เจน 2 จะสามารถตัดสินใจได้ดีที่สุดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างพื้นฐานในแอพลิเคชั่น สิ่งทีสำคัญที่สุดในการจำเรื่อง อีพีซี เทคโนโลยี เจน 2 คือ มาตรฐานไม่ได้หมายถึง การเทียบเท่า
สื่อมวลชนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
คุณศรีสุพัฒ เสียงเย็น
ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์
บริษัท คอร์ แอนด์ พีค จำกัด
โทร. 02-439-4600 ต่อ 8300
อีเมล์ srisuput@corepeak.com
Back to July 14, 2006 Headlines
โดย นาย Stuart Scott, ผู้อำนวยการอาวุโสด้านการตลาดระหว่างประเทศ บริษัท อินเตอร์เมค เทคโนโลยีส์
google_protectAndRun("ads_core.google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);
คำมั่นสัญญาในการเพิ่มฟังก์ชั่นระบบ อาร์เอฟไอดี (RFID)ที่สร้างขึ้นตามมาตรฐานใหม่ อีพีซี รุ่นที่ 2 ( EPC global Generation 2 (Gen 2)) ได้สร้างรากฐานให้กับยุคใหม่ของการใช้ อาร์เอฟไอดีในระบบซัพพลายเชน เจน 2 ได้ก่อตั้งอย่างรวดเร็วเพื่อเป็นทางเลือกของเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีให้กับองค์กรขนาดใหญ่ทั่วโลก รวมถึงพันธมิตรด้านการค้าของเขาด้วย และเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องเข้าใจว่า เจน 2 เป็นจุดเริ่มต้น แต่ไม่ใช่จุดจบของนวัตกรรมด้านซัพพลายเชนที่เป็นอาร์เอฟไอดี มันอาจเป็นเรื่องที่ประหลาดใจที่ว่า มีความแตกต่างที่สำคัญด้านประสิทธิภาพและความสามารถของผลิตภัณฑ์ที่รองรับกับเจน 2
เจน 2 สร้างแพลทฟอร์มเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์และระบบในอาร์เอฟไอดีที่จะปรับปรุงการจัดการด้านการจัดเก็บผลิตภัณฑ์ (Inventory),ระบบลอจิสติกส์ รวมถึงการดำเนินงานด้านค้าปลีกทั่วโลก อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ที่เป็นมาตรฐานไม่ได้มีประสิทธิภาพที่เป็นมาตรฐาน บริษัทต่างๆจะต้องการข้อมูลที่คล้ายคลึงกันเหมือนกับคู่แข่งของเขา รวมถึงการเปรียบเทียบในเรื่องของการดำเนินธุรกิจ แต่สภาพแวดล้อมด้านการใช้งานจะเป็นอะไรก็ได้แต่ต้องเป็นมาตรฐานหรือเหมือนกัน เจน 2 หรือเทคโนโลยีอาร์เอฟไอดีแบบใดก็ตาม จะไม่ให้ประสิทธิภาพเหมือนกันเสียทีเดียวกับอุปกรณ์อำนวยความสะดวก 2 แบบ และนี่เองเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องเข้าใจความแตกต่างระหว่าง สิ่งที่เจน 2 ระบุรายละเอียด และลำดับของประสิทธิภาพ ที่เข้ากับผลิตภัณฑ์ เจน 2 ที่สามารถใช้งานได้จริง โดยความเข้าใจ ในรายละเอียดเรื่องประสิทธิภาพของเจน 2 และคุณสมบัติที่แตกต่าง จะส่งผลต่อประสิทธิภาพแท้จริง ผู้ใช้สามารถระบุระบบ เจน 2 ที่ให้ฟังก์ชั่นและประโยชน์ตามที่ต้องการ
ปัจจัยที่ควรนำมาพิจารณาในการนำ เทคโนโลยี เจน 2 อาร์เอฟไอดีมาใช้ ประกอบด้วยความเร็ว ประสิทธิภาพ, ความน่าเชื่อถือ, ลำดับ, ความปลอดภัย และราคา
ความเร็ว
พื้นฐานของผู้ใช้งานด้านเทคโนโลยีจำนวนมาก คือ ความสามารถในการอ่านแถบป้าย (tags) อาร์เอฟไอดีอย่างรวดเร็วและทันทีทันใด ความต้องการในเรื่องความเร็วของเจน 2 ถูกพัฒนาและแก้ไขให้ดีขึ้นบนพื้นฐานของความต้องการและประสบการณ์ของผู้ใช้เทคโนโลยี รุ่นที่ 1 หรือ เจน 1 ความสามารถในการระบุและจำแนกสิ่งต่างๆ ด้วยความเร็วของระบบเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อจัดลำดับข้อมูลอย่างมีประสิทธิภาพ, การจัดจำหน่าย และการบริหารการจัดเก็บสินค้า
ทั้งนี้ ไม่มีระบุความเร็วที่ตายตัวหรือจำกัดในมาตรฐานเจน 2 เพราะว่าการอ่านความเร็วขึ้นอยู่กับหลายอย่าง ได้แก่ กำลังของไฟฟ้า, ความจุของแถบป้าย และสภาพแวดล้อมของอาร์เอฟ คุณสมบัติเฉพาะด้านเทคนิคของเจน 2 ควรให้เครื่องอ่านสามารถอ่านแถบป้ายกว่า 1,500 แถบป้าย ต่อวินาทีในตลาดอเมริกาเหนือ และ อ่าน 600 ครั้งต่อวินาทีในยุโรป ซึ่งมีข้อจำกัดด้านความถี่และไฟฟ้ามากกว่า
คุณสมบัติเฉพาะของเจน 2 สนับสนุน “การเลือกแบบกลุ่ม” ที่ถือเป็นคุณสมบัติสำคัญในการอ่านและจัดลำดับข้อมูลความเร็วสูง ช่วยให้ RFID interrogators หรือเครื่องอ่านอาร์เอฟไอดี ค้นหาและอ่านกลุ่มแถบป้ายที่เลือก (ขึ้นอยู่กับโครงสร้างของข้อมูล) และไม่สนใจกับส่วนอื่น และยังช่วยลดจำนวนข้อมูลที่ระบบต้องประมวลผลเพื่อการอ่านเร็วขึ้น นอกจากนั้น เทคโนโลยีใหม่ของคุณสมบัติเจน 2 ที่เรียกว่า “ persistence” ทำให้แถบป้ายมีความสามารถในการจำสถานะ หากเข้าถึงข้อมูลผิดพลาดจากเครื่องอ่าน และมีการปรับปรุงประสิทธิภาพการอ่านครั้งใหญ่ โดยเฉพาะแผ่นแถบป้ายจำนวนมาก
ประสิทธิภาพช่วงความถี่ (Bandwidth)
ช่วงความถี่ของการสื่อสารไร้สาย มีข้อจำกัด มีการกำกับขั้นสูง และต้องมีการจัดการอย่างระมัดระวัง ผลิตภัณฑ์ เจน2 สามารถใช้งานได้ทั่วโลก โดยไม่จำเป็นต้องมีใบอนุญาต และให้ลำดับ, ความเร็ว และประสิทธิภาพอื่นๆ ที่จำเป็นสำหรับความต้องการของแอพพลิเคชั่นด้านซัพพลายเชนที่กำหนดโดยผู้ใช้ ซึ่งทำให้ชนะอุปสรรคในเรื่องของการติดตั้งระบบเจนเนอเรชั่นที่ 1 ที่พัฒนาภายใต้หน่วยงานด้านการกำกับดูแลคลื่นวิทยุของสหรัฐ (U.S Federal Communication Commission: FCC) โดยข้อกำหนดนี้ ไม่ได้สอดคล้องกับข้อกำหนดของรัฐบาลทั่วโลก และต้องการใบอนุญาตสำหรับผู้ใช้งานในโลก
มาตรฐาน เจน 2 นี้ ช่วยผู้ใช้ได้รับความยืดหยุ่นในเรื่องการใช้ประโยชน์ช่วงความถี่ ประสิทธิภาพของระบบ สามารถใช้งานอยู่บนจำนวนของอุปกรณ์อาร์เอฟที่ทำงาน มาตรฐานนี้ได้แบ่งการทำงานของผลิตภัณฑ์ เจน 2 เป็น 3 โหมด คือ เครื่องอ่านเดี่ยว(single reader) และเครื่องอ่านหลายระบบ (multi-reader) และเครื่องอ่านแบบหนาแน่น (dense reader) คุณสมบัติในแต่ละโหมด ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการใช้งานปกติ
คุณสมบัติของโหมดเครื่องอ่านเดี่ยว เพื่อการติดตั้งระบบที่มีหนึ่งผู้ดูแลระบบต่อหนึ่งเครื่องอ่าน (interrogators) อาร์เอฟไอดี ต่อเครื่อง โดยระบบนี้ จะมีประสิทธิภาพในระดับน่าพอใจ แต่หากมีระบบที่มีการใช้งาน อาร์เอฟอยู่ใกล้ๆ ก็อาจจะมีปัญหาในเรื่องการรบกวน
ผลิตภัณฑ์แบบการอ่านแบบกลุ่ม ใช้งานในระบบอาร์เอฟได้ดีกว่า รวมถึงมีการใช้งานย่นความถี่อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า รวมถึงมีการจัดการเรื่องของการส่งผ่านสัญญานได้ดีกว่า โดยจะสามารถดำเนินการในสภาวะการอ่านผลิตภัณฑ์ต่อครั้ง โดยไม่แสดงปัญหาให้เห็น
ส่วนการอ่านแบบหนาแน่น จะใช้งานในสภาวะการใช้งานในการอ่านผลิตภัณฑ์มากกว่า 10 ชิ้น อย่างศูนย์การกระจายผลิตภัณฑ์และโรงงานที่มีการใช้งานระบบอาร์เอฟไอดี ถือเป็นทางเลือกที่รวดเร็วที่สุดในการติดตั้งอุปกรณ์ อีพีซี และมีการใช้งานย่านความถี่แบบมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งช่วยให้เกิดประสิทธิภาพมากที่สุด และป้องกันสิ่งรบกวนต่างๆ
ความน่าเชื่อถือ
มาตรฐาน เจน 2 ยังรวมถึงข้อกำหนดที่มีการปรับปรุงจากยุคที่ 1 ทำให้การแสดงผลด้านการอ่านมีความน่าชื่อถือมากขึ้น และยังมีทางในการติดตั้งมาตรฐานและอุปกรณ์สำหรับการปรับปรุงการเชื่อมโยงข้อมูลและความน่าเชื่อถือของเครือข่าย
ตัวเลข อีพีซี รูปแบบข้อมูล ซึ่งทำให้เป็นไปได้ในการจำแนกการอ่านข้อมูลและการเขียนบนแถบป้าย มาตรฐานการอ่านเจน 2 จะเปลี่ยนการอ่านข้อมูลจากผู้อ่าน (เหมือนในเจน 1) สู่การต่อเชื่อมที่จะทำให้ปฏิบัติการได้เร็วขึ้น
เจน 2 ยังเพิ่มในส่วนของการป้องกันของการอ่านผิด หรือที่เรียกว่า แถบป้ายผี ที่จะมีการบันทึกเมื่อมีการข้อมูลจากแถบป้ายที่แตกต่าง รวมถึงแปลงเป็นเป็นการจำแนกแบบกรอ่านเดี่ยว.
นอกจากนั้นแล้ว แถบป้ายของ เจน 2 ยังคงแสดงข้อมูลที่เขียนในแถบป้าย ผู้ใช้ในเทคโนโลยีในยุคที่ 1 จะเคยพบข้อมูลที่ผิดพลาด และทำให้การพิสูจน์ ความต้องการ ที่ทำให้มีความน่าเชื่อถือของมาตรฐาน เจน 2
ย่าน ความถี่
ความต้องการของผู้ใช้งาน ไม่ใช่ข้อระบุของมาตรฐาน จะเป็นตัวชี้นำย่านที่ต้องการใช้สำหรับระบบอีพีซีของเจน 2 เจน 2 ช่วยให้การส่งผ่านย่านความถี่สเปคตรัมแต่ไม่ใช่สิ่งจำเป็น ซึ่งจะมีการนำเสนอผ่านสื่อหลากรูปแบบ ที่จะทำให้ประสิทธิภาพของการใช้ยานความถี่ และช่วยให้มีการปรับปรุงย่านสำหรับเทคนิคการส่งสัญญาน
ระบบรักษาความปลอดภัย
แถบป้าย มาตรฐานอีพีซี ได้รับการป้องกันในเรื่องของรบกวน โปรโตคอลของมาตรฐานรวมถึงการเข้ารหัส และการใช้งานแถบป้าย และผู้อ่านในการสร้างระบบความปลอดภัยก่อนที่ข้อมูลจะถูกส่ง ซึ่งทำให้ยากในการปรับเปลี่ยนเลขหมายอีพีซี
ในบางอุตสากรรมที่รวมถึง ค้าปลีกและผลิตภัณฑ์อุปโภคบริโภค ทำให้แถบป้ายใช้งานไม่ได้ เพื่อข้อมูลจะไม่สามารถต่อเชื่อมได้ และข้อมูลส่วนตัวของลูกค้าก็จะไม่ตั้งเป้าและยังมีการรองรับมาตรฐานในความต้องการของลูกค้า เพื่อป้องกันป้านที่ไม่ได้รับการรองรับหรือ ใช้งานไม่ได้
เจน 2 ยังสนับสนุน “cloaking” ที่ช่วยให้แถบป้ายที่ตั้งให้สามารถสื่อสารกับผู้อ่านที่ได้รับอนุญาติโดยผู้อ่านจะต้องกรอกรหัสผ่านก่อนที่แถบป้ายจะมีการสื่อสารต่างๆ และรหัสผ่านยังเป็นที่ต้องการสำหรับการเขียนแถบป้าย หรือทำให้ชำรุดเพื่อเพิ่มระบบความปลอดภัยมากขึ้น
ต้นทุน
หนึ่งในแรงบันดาลใจในการพัฒนาระบบอีพีซี คือ การสร้างเทคโนโลยี อาร์เอฟไอดี ที่มีประสิทธิภาพในเรื่องต้นทุนสำหรับการดำเนินงานในเรื่องซัพพลายเชน เป้าหมายในเรื่องนี้ได้มุ่งไปที่เรื่องของการทำข้อกำหนด ที่ช่วยต้นทุนในการผลิตชิพและอุปกรณ์ถูกลงผู้ใช้กลุ่มแรกที่มีการใช้งานกับ อีพีซีในยุคที่ 1 ได้เปิดเผยว่า การออกแบบแบบต้นทุนต่ำนั้น มีข้อจำกัดในการใช้งานจริง รวมถึงในเรื่องของความน่าเชื่อถือ, ความปลอดภัยของข้อมูล, รวมถึงน่านความถี่ มาตรฐานยุคที 2 ที่มีการออกแบบเป็นพิเศษในการสร้างความพอใจและความกังวลของลูกค้า
มูลค่า ได้รับการพิจารณาว่ามีความสำคัญมากกว่าต้นทุน แต่ใช่เรื่อง่ายในการเปรียบเทียบในกลุ่มผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่าง โดยไม่มีความเข้าใจที่ดีในเรื่องฟังก์ชั่นที่ต้องการของระบบ
มาตรฐาน อีพีซี เจน 2 ทำให้เกิดความสมดุลระหว่างเรื่องต้นทุนและฟังก์ชั่นที่จะนำไปสู่เรื่องของการพัฒนาสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความคุ้มค่าในเรื่องต้นทุน ซึ่งเป้ฯสิ่งที่ต้องการสำหรับการใช้งานจริง
Intermec Intellitag Gen 2 RFID systems.
จากประวัติการมุ่งเน้นการพัฒนาเรื่อง RFID รวมถึงติดตามอย่างใกล้ชิดในเรื่องการพัฒนามาตรฐานระดับโลก อีพีซี ซึ่งอินเตอร์เม็คมีลักษณะที่คล้ายกับมาตรฐานเจน 2 ความแตกต่างว่าจะติดตั้งอย่างไร และเรื่องการแสดงผลเมื่อมีการใช้งานจริง
ระบบ Intellitag เจน 2 ได้รับการออกแบบให้เหนือข้อจำกัด ในพื้นฐานของมาตรฐานเจน 2 เพื่อช่วยให้เกิด การแสดงผลขั้นสูง ฟีเจอร์การทำงานหลายแบบที่รองรับมาตรฐาน เจน 2 เป็นมาตรฐานที่มีผลิตภัณฑ์ Intellitag. ระบบอาร์เอฟไอดี Intellitag ของ อินเตอร์เม็ค นำเสนอฟังก์ชั่นการทำงานที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า ในมาตรฐานเจน 2 การทำงานของผู้อ่านแบบหนาแน่น ,การจำแนกการเขียน,ความทนทาน, ย่านความถี่, การป้องกันการเขียน รวมถึงฟังก์ชั่นการทำลายแถบป้าย
อินเตอรเม็คยังมีข้อได้เปรียบในเรื่องฟีเจอร์ที่ไม่จับคู่กัน ในผลิตภัณฑ์ เจน 2 โดยได้มีสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิดกับผู้นำในทุกเซกเมนต์ สำหรับอุตสาหกรรม อาร์เอฟไอดี จากผู้ผลิตชิพถึงผู้เชี่ยวชาญด้านการผสาน ความสัมพันธ์นี้ รวมถึงข้อตกลงเรื่องการแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี ช่วยให้อินเตอร์เม็ค และพันธมิตร นำเสนอระบบที่มีจุดเด่นด้านผลิตภัณฑ์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Intellitag.
โดยความเข้าใจในเรื่องความแตกต่างในการแสดงผล, ความน่าเชื่อถือ และลดการใช้ในมาตรฐานที่แตกต่าง การร้องเรียนในส่วนของผลิตภัณฑ์ที่จะผลิต ผู้ใช้เจน 2 จะสามารถตัดสินใจได้ดีที่สุดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ที่จะสร้างพื้นฐานในแอพลิเคชั่น สิ่งทีสำคัญที่สุดในการจำเรื่อง อีพีซี เทคโนโลยี เจน 2 คือ มาตรฐานไม่ได้หมายถึง การเทียบเท่า
สื่อมวลชนสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่:
คุณศรีสุพัฒ เสียงเย็น
ที่ปรึกษาประชาสัมพันธ์
บริษัท คอร์ แอนด์ พีค จำกัด
โทร. 02-439-4600 ต่อ 8300
อีเมล์ srisuput@corepeak.com
Back to July 14, 2006 Headlines
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)